How to learn : เรียนยังไงให้เก่งขึ้น


        สำหรับผู้อ่านหลายๆ ท่านที่เข้ามาอ่านอาจกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการเรียนที่ทำให้รู้สึกท้อใจ เพราะไม่ว่าจะเรียนยังไงก็ไม่เข้าใจ ท่องจำยังไงก็ยังจำไม่ได้สักที แต่เราอยากแนะนำว่าอย่าพึ่งท้อ อย่าพึ่งคิดว่าเราเรียนไม่เก่ง หัวช้า หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เรารู้สึกแย่ และไม่อยากจะเรียนรู้มันอีก เราทุกคนสามารถเก่งได้ เพียงแค่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่น ขยันทบทวนบทเรียนก่อน-หลังเรียน มีวินัย ขยัน ทุกคนก็สามารถเก่งขึ้นมาได้มากกว่าวันก่อนๆ แน่

        ในส่วนบทความนี้จะมาช่วยแนะนำถึงเทคนิคในการทำความเข้าใจบทเรียน หรือจดจำเนื้อหาต่างๆ ถ้าพร้อมแล้วก็มาลุยกันเลยกับ 5 เทคนิค How to learn : เรียนยังไงให้เก่งขึ้น

        1. Memory ข้อมูลต่างๆ ที่เราได้รับแต่ละวัน จะถูก memory ไว้ในสมอง ด้วยความทรงจำ 2 แบบ คือความทรงจำระยะสั้น และความทรงจำระยะยาว



            1.1 ความทรงจำระยะสั้น เป็นหน่วยความจำที่มีพื้นที่จำกัด เก็บข้อมูลได้ แต่เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น

            1.2 ความทรงจำระยะยาว เป็นหน่วยความจำที่สามารถเก็บข้อมูลได้ไม่จำกัด สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นระยะเวลานาน ข้อมูลที่จะถูกบันทึกในความทรงจำระยะยาว มักมาจากการฝึกซ้ำๆ หรือมาจากประสบการณ์ก็ได้ เพราะฉะนั้น Repeat again จะช่วยให้เราจำข้อมูลต่างๆ ได้นานขึ้น

        ในส่วนการจดจำสิ่งต่างๆ ในช่วงเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากสมองเรามีพื้นที่ในการจดจำข้อมูลจำกัด ทำให้เราไม่สามารถจดจำข้อมูลทั้งหมดรวดเดียวได้ แต่เราสามารถแบ่งข้อมูลเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้สามารถจดจำข้อมูลได้มากขึ้น เช่น ชุดเลข 187564382 ถ้าเราจำข้อมูลชุดนี้ทั้งหมดในคราวเดียว การจำตัวเลขทั้ง 9 ตัว คงจะจำยาก แต่ถ้าแบ่งข้อมูลเป็นชุดๆ คือ 187 564 382 จะช่วยให้เราจดจำข้อมูลได้ง่ายขึ้น วิธีการนี้ เรียกว่า Chunk technique เป็นวิธีที่คล้ายๆ กับจิ๊กซอว์ที่แต่ละชิ้นคือ ชุดข้อมูล ที่เมื่อนำมาต่อรวมกันจะได้เป็นภาพรวมทั้งหมด


        2. การนอนหลับ มีงานวิจัยที่ว่าช่วงเวลาที่เรานอนหลับ สมองจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยระหว่างที่เราหลับ สมองจะมีการจัดระเบียบข้อมูลต่างๆ และจัดเก็บข้อมูลที่สำคัญไว้ในความทรงจำระยะยาว ส่วนข้อมูลอื่นๆ ก็จะถูกลบทิ้งไป นั้นเป็นเหตุผลที่เราควรนอนสักงีบหลังจากการอ่านหนังสือ เพราะมันจะช่วยให้เราจำได้มากขึ้น และหากต้องอ่านหนังสือขณะที่ง่วง ขอแนะนำว่าอย่าฝืนอ่านหนังสือต่อไป ลองหลับสักตื่นให้สมองได้จัดการข้อมูลที่ได้รับ ก่อนเริ่มตื่นมาอ่านต่ออีกรอบดีกว่า


        3. จด Short note การทำ short note สรุปความเข้าใจของเนื้อหาต่างๆ จะช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่เราเรียนมากขึ้น และมองภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมดได้ แต่ย้ำว่าให้เป็นการสรุปด้วยภาษาตัวเอง เพราะถ้าไปหามาจากของคนอื่น เราจะไม่ได้ทำความเข้าใจ และมันจะไม่ต่างกับการท่องจำเลย Short note ที่ดีสำหรับเราไม่จำเป็นต้องสวย แต่ขอให้อ่านง่าย และเราเข้าใจก็พอ



        4. The Feynman technique เป็นเทคนิคของ Richard Feyman นักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ซึ่ง Feyman เป็นบุคคลที่ได้รับการชื่นชมว่าสามารถถ่ายทอดแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่มีความซับซ้อนสูงให้ออกมาเข้าใจได้ง่ายอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งต่อมาคุณสมบัติเหล่านี้ก็ถูกกรั่นกรองออกมาเป็น ‘The Feyman technique นั่นเอง’ 

        โดยเริ่มแรกให้เราเรียนเนื้อหาต่างๆ ที่ต้องการรู้ก่อนทั้งหมดก่อน จากนั้นสรุป และอธิบายเนื้อหาออกมาตามความเข้าใจ วิธีนี้จะช่วยทำให้เรารู้ว่าจุดไหนที่เราเข้าใจแล้ว และจุดไหนที่เรายังไม่เข้าใจ ให้ย้อนกลับไปอ่านจุดนั้นอีกรอบและทำความเข้าใจใหม่ จนกว่าจะสามารถสรุปและอธิบายเนื้อหาต่างๆ ที่เราเรียนได้ตั้งแต่ต้นจนจบ จากนั้นปรับข้อความสรุปให้เป็นภาษาเรา ที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น และสรุปอีกรอบ เทคนิคนี้จะช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจกับสิ่งใหม่ๆ ที่เราเรียนรู้ได้

        5. เทคนิค Pomodoro technique คิดค้นโดย Francesco Cirillo ชาวอิตาลี โดยการใช้เทคนิค Pomodoro ให้ตั้งเวลา 25 นาทีในการโฟกัสสิ่งที่สนใจ เมื่อครบกำหนด 25 นาทีแล้ว ให้ผ่อนคลายตัวเอง 5 นาที ถ้าอยากทำต่อให้ทำซ้ำ Process เดิม Focus, Relax. Focus and Relax วิธีการนี้จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น, ไม่เหนื่อยล้าจากการทำงานมากเกินไป, มีสมาธิมากขึ้น และการได้พักเป็นเวลา 5 นาทีจะช่วยเป็นแรงผลักดันให้ทำสิ่งที่สนใจต่อไปให้จบด้วย




        สุดท้ายเทคนิคต่างๆ ที่นำมาเสนอเป็นแค่ตัวช่วย แต่ถ้าผู้อ่านไม่ตั้งใจหรือลงมือทำ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงไม่ต่างจากเดิม แต่ทั้งนี้ทุกคนมีวิธีการเรียนที่เหมาะสมกับตัวเองอยู่แล้ว ถ้าหากใครลองนำเทคนิคนี้ไปใช้แล้วรู้สึกว่าไม่ได้ผล ก็ไม่ต้องฝืน แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ล้มเลิก พยายามหาวิธีที่เหมาะกับตัวเองต่อไป สุดท้ายผลลัพธ์ที่เราหวังไว้ต้องเกิดขึ้นแน่นอนถ้าตั้งใจ


ความคิดเห็น