ความแตกต่างระหว่างตราสารหนี้ VS หุ้น VS กองทุน
ตราสารหนี้ (Bond)
1.ผลิตภัณฑ์
1.1 พันธบัตร
คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล หรือรัฐวิสาหกิจ
1.2 หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยเอกชน
2. สถานะผู้ลงทุน
ผู้ลงทุนมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้”
และผู้ออกตราสารจะมีสถานะเป็น “ลูกหนี้”
3. ผลตอบแทน
ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของ
“ดอกเบี้ย” อย่างสม่ำเสมอ ในระยะเวลาที่กำหนด และได้รับ “เงินต้น”
คืนเมื่อครบกำหนดอายุ
4. ข้อดี
4.1 ลงทุนได้ทั้งระยะสั้น
และระยะยาว
4.2 ได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอ
ในเวลาที่กำหนด และได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบอายุ
4.3 ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก
4.4 ขายก่อนครบกำหนดได้
4.5 ช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน
เนื่องจากราคาและผลตอบแทนของตราสารหนี้จะมีทิศทางตรงกันข้ามกับหุ้น ดังนั้นจึงช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนได้เป็นอย่างดี
5. ความเสี่ยง
5.1 ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระ
5.1.1 พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาล
แทบจะไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระ เนื่องจากสามารถเก็บภาษีเพื่อมาชำระหนี้ได้
5.1.2
หุ้นกู้ จะมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระได้จากหลายๆ ปัจจัย ซึ่งผู้ลงทุนควรพิจารณาถึงระดับความน่าเชื่อถือของบริษัทนั้นๆ
ก่อนตัดสินใจ
ซึ่งระดับความน่าเชื่อถือสามารถดูที่บริษัทจัดอันดับเป็นผู้ประเมินให้ได้
ยิ่งความน่าเชื่อถือสูง ผลตอบแทนที่ได้ก็จะต่ำ
แต่ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระก็จะต่ำด้วย แต่ถ้าความน่าเชื่อถือต่ำ
ผลตอบแทนที่ได้ก็จะยิ่งสูง แต่ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระก็จะสูงไปด้วย
5.2ความเสี่ยงจากตราสารหนี้ขาดสภาพคล่องในการซื้อขาย
ซึ่งขึ้นอยู่กับมูลค่าที่ต้องการขาย และภาวะตลาดในขณะนั้น เช่นการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
เป็นต้น
5.2.1 กรณีอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม
ราคาตราสารหนี้จะลด
5.2.2 กรณีอัตราดอกเบี้ยลด
ราคาตราสารหนี้ก็จะเพิ่ม กรณีนี้จะทำให้ผู้ลงทุนที่ต้องการขายตราสารหนี้
ต้องมีการปรับลดราคาหน้าตั๋ว เพื่อให้ได้ผลตอบแทนเทียบเท่ากับตราสารหนี้ที่ออกใหม่
เนื่องจากตราสารหนี้ที่ออกใหม่จะมีการจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าตราสารหนี้ที่ออกไปแล้วก่อนหน้า
ส่งผลให้ผู้ลงทุนใหม่ไม่ยินดีที่จะซื้อตราสารหนี้ที่ออกก่อนหน้าเนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าที่ออกใหม่นั่นเอง
5.3 ความเสี่ยงจากผลกระทบของเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
เป็นความเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบต่อบริษัท และส่งผลต่อการชำระหนี้
เช่นสถานการณ์โควิด-19 เป็นต้น
ตราสารทุน (หุ้น :
Stock)
1. สถานะผู้ลงทุน
ผู้ลงทุนมีสถานะเป็น “เจ้าของ”
กิจการตามส่วนที่ถือหุ้น
2. ผลตอบแทน
ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของ
“ปันผล” หรือ “ส่วนต่างของราคา”
3. ข้อดี
3.1
เราสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจเองได้ โดยไม่ต้องลงมือทำเอง
3.2
ไม่จำเป็นต้องลงทุนเยอะ แต่สามารถเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นได้
3.3 เลือกลงทุนได้หลากหลายกิจการ
3.4 สภาพคล่องสูง
4. ความเสี่ยง
4.1 มีโอกาสเสี่ยงขาดทุน หากขาดความรู้ ความเข้าใจในบริษัทนั้นๆ
4.2
ต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างกำไรแบบดอกเบี้ยทบต้น จนเป็นเงินก้อนใหญ่
4.3 ราคามีความผันผวน
เปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด หากวิเคราะห์ผิดพลาด จะทำให้เสี่ยงขาดทุนได้ง่าย
กองทุนรวม (Mutual fund)
เป็นการนำเงินไปฝากให้มืออาชีพ(ผู้จัดการกองทุน)
บริหารเงินแทนเราตามนโยบายการลงทุนที่ระบุไว้ใน “หนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุน”
1. กองทุนรวม
แบ่งตามระดับความเสี่ยง
1.1 ความเสี่ยงระดับ 1 : กองทุนรวมตลาดเงินในประเทศ เป็นการกู้เงินระยะสั้น (ตราสารหนี้)
ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี จากรัฐบาล ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ทำให้มีความเสี่ยงต่ำ
เนื่องจากหน่วยงานที่ให้กู้ มีความน่าเชื่อถือ และมั่นคงสูง
1.2 ความเสี่ยงระดับ 2 : กองทุนรวมตลาดเงินต่างประเทศ
เหมือนกับประเภทที่ 1 แต่อาจมีลงทุนในต่างประเทศ
ทำให้มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาด้วย
1.3 ความเสี่ยงระดับ 3 : กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล
เป็นการลงทุนให้รัฐบาลกู้ระยะยาว มีความผันผวนเรื่องราคามากกว่ากองทุนรวมตลาดเงิน
1.4 ความเสี่ยงระดับ 4 : กองทุนรวมตราสารหนี้
เป็นการลงทุนให้เอกชนกู้ (หุ้นกู้)
1.5 ความเสี่ยงระดับ 5 : ดองทุนรวมผสม
เป็นการลงทุนผสมผสานระหว่างตราสารหนี้ และตราสารทุน (หุ้น)
สัดส่วนตามนโยบายของแต่ละกองทุนที่กำหนดขึ้น
1.6 ความเสี่ยงระดับ 6 : กองทุนรวมตราสารทุน
เป็นการลงทุนในหุ้นนั่นเอง
1.7 ความเสี่ยงระดับ 7 : กองทุนรวมตามหมวดอุตสาหกรรม
เป็นการลงทุนในหุ้นที่เจาะจงกลุ่มอุตสาหกรรม เช่นหุ้นโรงพยาบาล, หุ้นพลังงาน เป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจของแต่ละอุตสาหกรรมนั้นๆ ด้วย
1.8 ความเสี่ยงระดับ 8 : กองทุนรวมทรัพย์สินทางเลือก
จะลงทุนในสินทัพย์ประเภทอื่น เช่น สินค้าโภคภัณฑ์, ทองคำ, น้ำมัน, สินค้าเกษตร เป็นต้น
2. ผลตอบแทน
ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของ
“ส่วนต่างของราคา” หรือ “ปันผล” (เฉพาะกองทุนรวมที่มีนโยบายจ่ายปันผลเท่านั้น)
3. ข้อดี
3.1 มีมืออาชีพคอยบริหารเงินแทนเราตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้
3.2 ลดความเสี่ยงในการลงทุน
เนื่องจากกองทุนรวมมีการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทต่างๆ
3.3 มีสภาพคล่องสูง
3.4 ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
เนื่องจากรายได้ที่มาจากกองทุนรวมไม่ต้องเสียภาษีเงินได้
และนอกจากนี้กองทุนบางประเภทยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย
4. ความเสี่ยง
4.1
ผลตอบแทนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของกองทุนรวม
4.2 ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
กรณีลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ
4.3 การตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ
ขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข
หรือข้อกำหนดต่างๆได้
4.4 ข้อมูลที่ได้รับอาจไม่ทันสมัย
เนื่องจาก บลจ.จะเปิดเผยข้อมูลทุกๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น